สื่อสารความเคลื่อนไหว (ฉบับ 7)



เก็บตกสาระจากวงประชุมในการเข้าร่วมประชุมจัดทำแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี (พ.ศ. 2561-2563) กลุ่มแผนงานด้านการลดปัญหาจากการพนันภายใต้แผนการจัดการความปลอดภัยและปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลักทางสังคม สสส.

โดย สุวลัย เมืองเจริญ

วันอังคารที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
เวลา09.00 – 13.00 น.
ณ ห้องบุษบา โรงแรมแมนดาริน สามย่าน กรุงเทพมหานคร

มีอะไรในวงประชุม?

          สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ ภาคี“สานสามพลัง” ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน ศูนย์ข้อมูลนโยบายสาธารณะการลดปัญหาจากการพนัน มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ และมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน ได้จัดประชุมการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี (พ.ศ. 2561-2563) กลุ่มแผนงานด้านการลดปัญหาจากการพนัน ขึ้น เมื่อวันอังคารที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 โดยนายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ ประธานกรรมการกำกับทิศกลุ่มแผนงานด้านการลดปัญหาจากการพนัน กล่าวต้อนรับ และชี้แจงวัตถุประสงค์ของการประชุมกลุ่มแผนงานด้านการลดปัญหาจากการพนัน ของสสส. กำลังการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี การสนับสนุนและประสานงานกับกลไกที่เกี่ยวข้องกับมาตรการในการคุ้มครองเด็กและเยาวชน การสร้างกลไกในการควบคุมการพนัน และการมีส่วนร่วมของพื้นที่และชุมชน ของกลุ่มแผนงานด้านการลดปัญหาจากการพนันตามยุทธศาสตร์หลัก กับหน่วยงาน เช่น กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย และภาคีภาคประชาสังคม ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ให้บรรลุตามเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบจากปัญหาการพนันในกลุ่มเด็กและเยาวชน

“ผู้เล่นการพนันจำนวนไม่น้อยมีปัญหาจากการเล่นพนันเกินขนาด (เสพติดการเล่นพนัน) ก่อให้เกิดปัญหาต่อการดำเนินชีวิต และส่งผลกระทบต่อสังคม เช่น ปัญหาหนี้สิน ปัญหาครอบครัว การใช้ความรุนแรง อาชญากรรม ฯลฯ”

 


          รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน ได้ให้ข้อมูลสถานการณ์ กรอบทิศทาง และจุดเน้นการทำงาน ว่าประเภทการพนัน (Gambling) แบ่งเป็น 3 ลักษณะ ได้แก่ (1) เกมพนัน (Gambling) เช่น การพนันในบ่อน/คาสิโน การพนันในรูปแบบเครื่องเล่น/สล๊อตแมชชีน (2) การเดิมพัน (Betting) เช่น การทายผลการแข่งขัน/ทายผลเหตุการณ์  และ (3) สลาก/ลอตเตอรี่ (Lottery) เช่น สลากกินแบ่งรัฐบาลสลากรู้ผลทันทีสลากตัวเลข (3 ตัว 2 ตัว) สลากกีฬา (Toto) ผู้เล่นการพนันจำนวนไม่น้อยมีปัญหาจากการเล่นพนันเกินขนาด (เสพติดการเล่นพนัน) ก่อให้เกิดปัญหาต่อการดำเนินชีวิต และส่งผลกระทบต่อสังคม เช่น ปัญหาหนี้สิน ปัญหาครอบครัว การใช้ความรุนแรง อาชญากรรม ฯลฯ  สำหรับสถานการณ์การพนันในประเทศไทย ปี 2558 จากการสำรวจ คนไทยที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป พบว่า 73.8 % เคยมีประสบการณ์เล่นการพนัน และกว่า 60% เริ่มเล่นพนันครั้งแรกตอนอายุไม่เกิน 20 ปี รวมถึงบางส่วนเริ่มเล่นการพนันครั้งแรกอายุต่ำสุดคือ 7 ปี เช่น ไพ่ น้ำเต้าปูปลา ไฮโล หวยใต้ดิน ฯลฯ เกินว่าครึ่งหนึ่งของประชากรไทย ประมาณ 52.4 % หรือ 27,393,678 คนเล่นการพนัน ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา คิดเป็นหญิง 13.30 ล้านคน และชาย 14.09 ล้านคน ที่สำคัญคือ พบจำนวนเด็กและเยาวชน (อายุ 15-25 ปี) มากถึง 11.2% หรือ 3,116,634 คน ถือว่ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงที่ได้รับผลกระทบจากการพนันสูง ประเภทการพนันที่พบมากที่สุด คือ สลากกินแบ่งรัฐบาล รองลงมา คือ หวยใต้ดิน และพนันทายผลฟุตบอล

          นายแพทย์ศุภมิตร  ชุณห์สุทธิวัฒน์ เลขาธิการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ยืนยันว่าในทางการแพทย์ การเล่นพนันอาจมีผลต่อการพัฒนาโครงสร้างของสมอง การเล่นพนันตั้งแต่อายุน้อยส่งผลให้การพัฒนาทักษะชีวิตของเด็กและเยาวชนต่ำ และการติดพนันเป็นโรคทางจิตเวชกลุ่มความผิดปกติเกี่ยวกับการเสพติด เช่นเดียวกับการติดเกม ติดอินเตอร์เน็ต ที่นำไปสู่ “การพนันผ่านระบบออนไลน์” ซึ่งถือว่าเป็นการพนันรูปแบบใหม่ที่มีการเติบโตสูง และจัดการได้ยาก ผลกระทบจากการพนันที่สำคัญ 2 ประการ ได้แก่ (1) ด้านสุขภาพ การเล่นพนันส่งผลต่อความผิดปกติของสมองในระดับโครงสร้าง ระหว่างสมองส่วนคันเร่งและสมองส่วนยับยั้งชั่งใจ การเล่นพนันตั้งแต่อายุน้อย ส่งผลต่อการพัฒนาทักษะชีวิตเด็กและเยาวชนต่ำ เกิดความเสี่ยงต่อพฤติกรรมฉ้อฉล คอรัปชั่นทักษะการตั้งคำถามท้าทาย ทักษะการแก้ปัญหาความสามารถในการอดทนรอคอยสิ่งที่พึงใจ และความสามารถในการควบคุมระบบประสาทอัตโนมัติ (2) ด้านสังคม การพนันส่งผลกระทบรุนแรงต่อกลุ่มเด็กและเยาวชน ที่ถูกชักจูงหรือมอมเมา โดยสื่อ เพื่อน หรือคนรอบข้าง กระทั่งกลายเป็นปัญหาสังคมตามมา เช่น การใช้ความรุนแรงต่อคนใกล้ชิด การมีหนี้สิน หรือกระทั่งการก่ออาชญกรรมประเภทต่างๆ

 

“การติดพนันเป็นโรคทางจิตเวช” ที่ต้องพัฒนาเครื่องมือ

ให้เกิดการเรียนรู้เท่าทันธุรกิจการพนัน

 

          ด้านกรอบทิศทางกลุ่มแผนงานด้านการลดปัญหาจากการพนัน เนื่องจากบริบทของการก้าวเข้าสู่โลกยุคดิจิทัล นำมาซึ่งปัญหาที่เกิดจากการพนันในรูปแบบการพนันออนไลน์ที่สามารถสามารถเข้าถึงได้ง่าย ดังนั้นแนวทางการลดปัญหาจากการพนัน คือ การสร้างสภาพแวดล้อมด้านการคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากการพนันในทุกรูปแบบ โดยรัฐต้องมีนโยบาย มาตรการ และกลไก ในการป้องกันและลดผลกระทบจากการพนัน และป้องกันการเข้าถึงการพนันโดยยาก และมาตรการสื่อสารให้สังคมตระหนักว่า “การติดพนันเป็นโรคทางจิตเวช” ที่ต้องพัฒนาเครื่องมือ ให้เกิดการเรียนรู้เท่าทันธุรกิจการพนัน ตลอดจนขยายเครือข่ายเจ้าภาพร่วมในการสร้างความตระหนักถึงปัญหาจากการพนัน โดยกลุ่มแผนงานด้านการลดปัญหาจากการพนันจะดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ “สานสามพลัง” ประกอบด้วย “พลังปัญญา พลังนโยบาย และพลังสังคม” เพื่อให้สังคมตระหนักถึงการเป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดระเบียบ นโยบาย มาตรการ และกลไกที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่อการลดปัญหาพนัน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชน ที่เป็นรูปธรรม มีดังนี้

  1. ขับเคลื่อนความรู้ การสร้างเครือข่ายและเพิ่มศักยภาพของนักวิจัย ขยายปริมณฑลความรู้ สื่อสารเพื่อให้สาธารณชนได้ตระหนักถึงความสำคัญและรู้เท่าทันสถานการณ์ของปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับการพนัน

  2. ขับเคลื่อนนโยบาย การประสานและเชื่อมโยงการทำงานกับทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม เพื่อพัฒนาและผลักดันการขับเคลื่อนข้อเสนอนโยบายและมาตรการต่างๆ เพื่อให้เกิดกลไกการควบคุม ป้องกัน และการลดผลกระทบที่เกิดจากปัญหาการพนัน

  3. ขับเคลื่อนสังคม สนับสนุนให้เกิดการรณรงค์สร้างความตื่นตัว สร้างการรับรู้ร่วม ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเครือข่ายภาคประชาสังคมในการรณรงค์ และร่วมผลักดันขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ เช่น การปฏิรูปกิจการสลากฯ การรณรงค์หยุดพนันในเทศกาลกีฬา เช่น ฟุตบอลโลก ฟุตบอลยูโร

          นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาแผนการดำเนินการกลุ่มแผนงานด้านการลดปัญหาจากการพนัน ปี 2561-2563 พบว่า มีจุดเน้นที่สำคัญ คือ การติดตาม จัดทำข้อเสนอแนะ และผลักดันให้มีการปรับปรุงกฎหมายการพนัน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาองค์ความรู้และเผยแพร่ผลงานวิจัยสู่สาธารณะ พร้อมทั้งขยายงานด้านการป้องกันในกลุ่มเป้าหมายเฉพาะและพัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่ายให้เป็นเจ้าภาพร่วม ผ่านการสร้างและพัฒนาศักยภาพแกนนำ เพื่อเชื่อมประสานการทำงานกับองค์กรภายนอกในการพัฒนาแนวทางการสื่อสารให้สังคมเกิดความตระหนักถึงผลกระทบจากการพนัน

 

สิ่งที่ได้และก้าวต่อไป?

          ศูนย์ข้อมูลนโยบายสาธารณะการลดผลกระทบจากการพนัน  มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ และเครือข่าย มีข้อสังเกตต่อร่างกฎหมาย 3 ประการ ได้แก่ (1) กระทรวงมหาดไทยควรรวมร่างพระราชบัญญัติ การให้รางวัลด้วยการเสี่ยงโชค พ.ศ….   เข้ากับ ร่างพระราชบัญญัติการพนัน และแยกหมวดเฉพาะเรื่องการให้รางวัลด้วยการเสี่ยงโชคเพื่อสร้างความชัดเจน (2) ในการกำหนดหลักเกณฑ์การให้รางวัลด้วยการเสี่ยงโชค ควรมีกำหนดชนิดของสินค้าที่ไม่อนุญาตให้การชิงโชค  กำหนดเพดานมูลค่าของรางวัลสูงสุด กำหนดค่าธรรมเนียมการออกใบอนุญาตตามสัดส่วนของมูลค่าของรางวัลและความถี่ในการจัดกิจกรรมการให้รางวัลด้วยการเสี่ยงโชค และเพิ่มบทบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าหรือบริการที่จัดกิจกรรมเสี่ยงโชค โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กและเยาวชน (3) ควรมี “คณะกรรมการกำกับการให้รางวัลด้วยการเสี่ยงโชค” อันได้แก่ ผู้แทนจากกระทรวงพาณิชย์กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และองค์กรผู้บริโภคที่ไม่แสวงหากำไร รวมทั้งให้มีผู้ทรงคุณวุฒิด้านการตลาด ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค และด้านกฎหมาย   มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติและภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพ จึงมีข้อเสนอให้พิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์ในกฎหมายในระดับต่างๆให้ครอบคลุม ประเด็นด้านการลดผลกระทบต่อสุขภาพและการคุ้มครองเด็กและเยาวชน ให้ชัดเจนก่อนนำกฎหมายเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป

          ความคิดเห็นจากการแลกเปลี่ยนข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ ได้ร่วมวิเคราะห์และให้ข้อเสนอแนะด้านผลกระทบจากการพนันกับเด็กและเยาวชน ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีการใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) เพิ่มมากขึ้น อาจส่งผลกระทบที่สำคัญในมิติสุขภาพ จากการถูกล่อลวงให้เข้าถึงการพนันได้ง่ายมากขึ้น ดังนั้น หน่วยงานต่างๆ จะต้องมีการกำหนดแนวทางการเสริมสร้างทักษะการรู้เท่าทันกิจกรรมการพนัน กล่าวคือ การกำหนดหลักสูตรการศึกษา โดยอาจจะมีการสอดแทรกลงในแบบเรียน หรือสื่อการเรียนการสอนต่างๆ รวมถึงการสื่อสารสาธารณะที่ต้องให้ความรู้และชี้ให้เห็นถึงอันตรายและผลกระทบจากการพนันรูปแบบต่างๆ ในส่วนของการลดปัญหาจากการพนันต่อเด็กและเยาวชนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องมีการประสานการทำงาน และให้ความร่วมมือ เพื่อกำหนดให้มีมาตรการในการคุ้มครองเด็กและเยาวชน ได้แก่

  • มาตรการในการกำหนดช่วงอายุ เพื่อป้องกันเด็กและเยาวชนเข้าร่วมกิจกรรมการเสี่ยงโชคในรูปแบบต่างๆ ที่ไม่เหมาะสม โดยจะต้องมีการประสานกับผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรืออาจจะต้องมีมาตรการทางกฎหมายเข้ามากำหนด

  • มาตรการทางครอบครัว จะต้องเสริมสร้างแนวทางเพื่อให้ครอบครัวตระหนักถึงภัยอันตรายจากการพนัน โดยผู้ปกครองจะต้องเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจ รวมถึงประพฤติตนเป็นแบบอย่างแก่บุตรหลาน เช่น เมื่อมีการเสี่ยงโชคและได้รับของรางวัล จะต้องอธิบายให้บุตรหลานเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งห้ามปรามเมื่อบุตรหลานมีความเสี่ยงในการเล่นพนัน ดังนั้น มาตรการในการคุ้มครองเด็กจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะ จากงานวิจัยหลายๆ ชิ้น พบว่า เมื่อเด็กและเยาวชนเล่นการพนันตั้งแต่อายุยังน้อย จะส่งผลในเกิดผลกระทบในระยะยาวหรือถาวรได้

  • มาตรการทางสังคม จากปัญหาโครงสร้างรายได้ที่ไม่เป็นธรรม ส่งผลให้เด็กและเยาวชนเล่นการพนันเพื่อต้องการหารายได้เพิ่มขึ้น ดังนั้น ควรมีการส่งเสริมให้สังคมมีพื้นที่ให้แก่เด็กและเยาวชนเพื่อหารายได้อย่างถูกต้อง เช่น การจ้างงานหรือการส่งเสริมให้เด็กทำงานพิเศษ ในเวลาการทำงานที่เหมาะสม และมีรายได้ที่เป็นธรรม

          นอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ “การเผยแพร่ความรู้และพัฒนางานวิจัย” เพื่อเป็นตัวชี้วัด โดยเฉพาะงานวิจัยที่เจาะลึกไปในชุมชน โดยเชื่อมโยงกับสถานการณ์การพนันในแต่ละปี ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีตัวชีวัดดังกล่าวอย่างชัดเจน เนื่องจากตัวชี้วัดในปัจจุบันมักจะมองในภาพรวมระดับปะเทศเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น อาจจะสร้างตัวชี้วัดผ่านโครงการของชุมชน เช่น ชุมชนเข้มแข็ง ชุมชนปลอดยาเสพติด ฯลฯ เพื่ออำนวยความสะดวกให้หน่วยงานต่างๆ ให้มีทิศทางในการจัดการแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ได้ประกอบกับ การบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่อยู่ในระดับชุมชน เพราะ เมื่อเกิดปัญหาขึ้นในชุมชนให้สามารถบูรณาการการแก้ปัญหาได้อย่างครอบคลุมและเท่าทันมากขึ้น