ร่วมคิดร่วมคุย (ฉบับ 7)

 

ร่วมคิดร่วมคุย : เจาะสมองนักพนัน สมองที่ชอบรางวัล อันตรายกว่าที่คิด!!

สัมภาษณ์พิเศษ : นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตพลการพิมพ์ (จิตแพทย์ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์, กรรมการมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์)

สัมภาษณ์โดย : อรรถสิทธิ์ พานแก้ว วรัญญู เสนาสุ หัสนัย สุขเจริญ

เรียงเรียงโดย: ชนิกานต์ กาญจนสาลี สุวลัย เมืองเจริญ

 

        ปฏิเสธไม่ได้ว่า สังคมไทยยังมองพฤติกรรมการเล่นพนันในทัศนะที่หลากหลาย มีทั้งมองว่าเป็นความสนุกสนาน มองเป็นความท้าทายเร้าใจในชีวิต แต่ในมุมมองการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและการทำงานของระบบประสาทสมอง อย่างนายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ จิตแพทย์ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ และกรรมการมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ ได้ศึกษาเรื่องพนันกับกลไกสมองมาอย่างยาวนาน กลับมองต่าง พร้อมให้ภาพความเป็นวิทยาศาสตร์สุขภาพ (จิต) ได้อย่างชัดเจนอย่างยิ่งว่า “โรคติดพนัน” กำลังเป็นภัยต่อสุขภาพ และเป็นอาการที่มนุษย์ไม่สามารถยับยั้ง ควบคุมตัวเองในการใช้เหตุผลเอาชนะความอยาก ความสุข ชั่วครู่ได้ นี่ถือเป็นสภาวะอันตรายมากกว่าที่เราหลายคนจะคาดคิด

 

  • ในฐานะจิตแพทย์ อะไรเป็นแรงจูงใจสำคัญให้มาสนใจเรื่องการพนัน?

    แรงจูงใจสำคัญคือเรื่อง “ความเร็ว” ไก้แก่ ความเร็วที่จะมีความสุข และ ความเร็วที่จะได้รับเงินทอง

  • “การเสพติดการพนัน” กลายเป็นสิ่งที่แพทย์เรียกว่า “โรค” ตั้งแต่เมื่อไหร่?

    จะนับว่าพฤติกรรมการเล่นการพนันเป็น “โรค” ก็ต่อเมื่อพฤติกรรมการเล่นนั้น สร้างความเสียหายแก่คุณภาพชีวิตของตนเอง     คนใกล้ชิด และสังคม เช่น ครอบครัว เด็กและเยาวชน เป็นต้น

  • ผลการศึกษาผลกระทบของ “การพนัน” ด้วยวิธีการทางการแพทย์ ช่วยสะท้อนอะไรเกี่ยวกับสังคมไทย?

  1. สังคมของเราสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีจุดอ่อนจำนวนมาก จุดอ่อนสำคัญ คือ เราได้เด็กและผู้ใหญ่ที่ไร้ความสามารถในการ “ประวิงเวลาที่จะมีความสุข (delayed gratification)” ความสามารถนี้มิได้เกิดเอง แต่เกิดจากการเลี้ยงดูและการศึกษาที่ดี ซึ่งเป็นจุดอ่อนของบ้านเราทั้งสองประการ

  2. สังคมของเราไม่กล้าเผชิญความจริงเรื่องการพนัน ประกอบกับมีองค์กรที่ไม่พร้อมจะเปิดกว้างรับฟังปัญหาและวิธีจัดการการพนันอย่างจริงใจ ทำให้การแก้ปัญหาการพนันอยู่ที่ระดับการห้ามปรามหรือรณรงค์เท่านั้น ไม่มีอะไรก้าวหน้า

  • ในทรรศนะของคุณหมอ องค์กรที่ทำหน้าที่ดูแลเรื่องนี้มีความใส่ใจต่อมิติด้านผลกระทบต่อสุขภาพมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบด้านสุขภาพจิต และผลกระทบต่อพฤติกรรมของเด็กและเยาวชน?

    มีองค์กรที่ห่วงใยปัญหาสุขภาพจิตและผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนจำนวนมาก แต่เป็นความห่วงใยบนพื้นฐานศีลธรรม         มากกว่าประเด็นอื่น ทำให้ไม่มีนวัตกรรม

  • องค์กร หรือ กลไก ที่ดูแลเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบาง ในปัจจุบันมีหรือยัง ถ้ามีแล้ว อยากให้คุณหมอช่วยประเมินข้อดี–ข้อเสียที่ควรปรับปรุงเพิ่มเติม?

    ไม่มี เพราะติดอยู่ที่การแก้ปัญหาระดับศีลธรรม ห้ามปราม หรือรณรงค์ ไม่สามารถเปิดใจกว้างเรื่องการจัดการการพนันตามที่มีอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง (reality)

  • อะไรคือปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เยาวชนกลายเป็นคนติดการพนัน? ถ้าจัดการกับปัจจัยเหล่านั้น จะปรับพฤติกรรมเด็กและเยาวชนได้ไหม?

    ปัจจัยหลัก คือ เด็กหรือผู้ใหญ่ที่เติบโตมาไม่มี Executive Function (EF) คือ ความสามารถที่จะควบคุมตนเอง (self control) และหนึ่งในความสามารถที่จะควบคุมตนเอง คือ ความสามารถที่จะประวิงเวลาที่จะมีความสุข (delayed gratification) ดังนั้น เมื่อขาดการควบคุมตนเองเป็นพื้นฐาน และได้เข้าสู่สถานการณ์ที่มีการวางเงื่อนไข (Conditioning) ของการพนันที่มีรางวัลให้ในรูปแบบที่เรียกว่าคาดเดาตัวแปรด้านขนาดของรางวัล และเวลาที่รางวัลจะตกมา (variable ratio & variable interval) เมื่อนั้นก็จะมีการเสพติดพนันเกิดขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ถ้าจัดการกับปัจจัยข้างต้นได้ กล่าวคือ หากว่าเราเลี้ยงลูกของเราโดยให้เขารู้จักการควบคุมตนเอง หรือ รู้จักที่จะประวิงเวลาที่จะมีความสุข รู้จักอดทนรอคอยความสำเร็จ มิใช่ความสำเร็จหรือการเสี่ยงโชคที่เป็นเรื่องฉาบฉวย ก็จะสามารถเปลี่ยนทิศทางพฤติกรรมการติดการพนันของเด็กและเยาวชนได้

  • ผลการศึกษาพบว่า ประสบการณ์ของเด็กในช่วงก่อน 10 ปี การพนันมีส่วนขัดขวางการพัฒนาสมอง และทักษะชีวิตของเด็กอย่างถาวร เกิดผลกระทบรุนแรงและเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงผลกระทบเหลานี้ให้ดีขึ้น?

    การพนันเป็นรูปแบบของพฤติกรรมที่ได้รับผลตอบแทนรวดเร็ว ไม่ว่าทางบวก หรือ ทางลบ ซึ่งจะพัฒนา “สมองส่วนความอยาก” หรือ “Limbic system” ให้รุดหน้า จนกระทั่งเอาชนะ “สมองส่วนหน้า” ที่เรียกว่า “prefrontal cortex” ซึ่งเป็นส่วนใช้เหตุผล

  • ถ้าหากว่า เด็กและเยาวชนเพิ่งติดพนันในช่วงวัยรุ่น จะสร้างความเสียหายต่อสมองรุนแรงเท่าเด็กก่อนอายุ 10 ปีหรือไม่ อย่างไร?

    หากพิจารณาเฉพาะประเด็นชีววิทยาเรื่องพัฒนาการของสมองส่วนความอยาก (Limbic system) และ สมองส่วนหน้า (prefrontal cortex) รวมทั้ง กระบวนการที่สมองตัดแต่งวงจรประสาท (synaptic pruning) ที่ตัดแต่งสมองส่วนที่ไม่ใช้งานเมื่อประมาณอายุ 9-12 ปี ก็น่าจะอนุมานได้ว่าการเล่นการพนันตั้งแต่ยังเด็ก จะก่อให้เกิดความเสียหายสูงกว่า และอาจจะเป็นความเสียหายอย่างถาวร

“สังคมที่อ่อนแอ ไม่จริงใจกับตัวเอง หน้าไหว้หลังหลอก พูดอย่างหนึ่ง แต่ทำอีกอย่างหนึ่ง(มือถือสากปากถือศีล) ย่อมไม่สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เด็กและเยาวชนได้”

 

  • ถ้าหากว่าเด็กได้รับผลกระทบจาการพนันแล้ว เช่น โรคซึมเศร้า ติดแอลกอฮอล์ ติดยาเสพติด ฯลฯ จะยิ่งทำให้เด็กเสี่ยงต่อการติดการพนันเพิ่มขึ้นไปอีกหรือไม่?

    ควรดูงานวิจัยที่เคยมีการทำแล้วว่ามีความสัมพันธ์มากน้อยเพียงใด

  • การที่เยาวชนหรือวัยรุ่นเป็นวัยอยากรู้อยากลอง ชอบความเสี่ยง และยิ่งมีโอกาสลุ้นบ่อยๆ ก็จะช่วยให้ติดการพนันง่ายขึ้น ดังนั้น การส่งเสริมการขายด้วยการเสี่ยงโชค จะยิ่งเป็นตัวกระตุ้นให้วัยรุ่นติดการพนันมากขึ้น คุณหมอมองประเด็นดังกล่าวอย่างไรบ้าง?

    เป็นประเด็นกฎหมายและสังคม ไม่ใช่ประเด็นทางจิตวิทยา หากกฎหมายและสังคมอ่อนแอแต่กลับจะมาเรียกร้องเอากับจิตวิทยา เช่นนี้ย่อมไม่ถูกต้องและไม่เป็นผลสำเร็จ

  • จะแก้ปัญหาอย่างไร ในเมื่อการชิงโชคหรือการชิงรางวัลเป็นช่องทางที่เข้าถึงง่าย และมีการประชาสัมพันธ์เห็นอยู่เป็นประจำ?

    เป็นประเด็นกฎหมายและสังคมที่ไม่เปิดกว้างมากพอที่จะพูดคุยได้ทุกเรื่องจนถึงที่สุด

  • ตัวผู้ประกอบการธุรกิจการพนันที่ถูกกฎหมาย ควรจะต้องมีการรับผิดชอบต่อเยาวชนด้วย?

    เป็นประเด็นกฎหมายและสังคม มิใช่ประเด็นความรับผิดชอบ สังคมที่ดีจะไม่เอาแต่เรียกร้องความรับผิดชอบหรือศีลธรรม

  • อยากให้คุณหมอช่วยฝากอะไรถึงสังคมไทย เกี่ยวกับสถานการณ์ของการพนันกับเยาวชนทั้งในปัจจุบัน และอนาคต?

    สังคมที่อ่อนแอ ไม่จริงใจกับตัวเอง หน้าไหว้หลังหลอก พูดอย่างหนึ่ง แต่ทำอีกอย่างหนึ่ง(มือถือสากปากถือศีล) ย่อมไม่สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เด็กและเยาวชนได้

      จากบทสัมภาษณ์ของหมอประเสริฐ ทำให้เห็นว่า สถานการณ์ปัจจุบัน ยังคงน่าเห็นห่วงตราบเท่าที่สังคมไทยยังไม่กล้าเผชิญความจริงเรื่องการพนัน ยังไม่หันมาร่วมมือกันหาวิธีการจัดการการพนันอย่างจริงใจ เพราะ การแก้ปัญหาโรคติดพนันไม่สามารถเอาชนะได้ด้วยการห้ามปราม และไล่จับกุมเท่านั้น แต่การรณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่า